วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 10


สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้

      การเขียนโครงการ
           กระบวนการทำงานประกอบไปด้วยหลายๆกิจกรรม ให้เป็นไปเป็นไปตามลำดับ โดยต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ กำหนดระยะเวลาและงบประมานที่จำกัด ในการหำเนินงานต้องมีผู้รับผิดชอบต่อโครงการ ซึ่งเป็นผู้บริหารงาน กิจกรรมต่างๆ ให้เป้นไปตามแผนงานเหมาะสมกับเวลา และงบประมานที่ตั้งไว้
    ลักษณะของโครงการ
       - ต้องมีระบบ 
       - ต้องมีวัตุประสงค์ชัดเจน
       - ต้องเป็นการดำเนินงานในอนาคต
       - เป็นการทำงานชั่วคราว
       - มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน
       - มีลักษณะเป็นงานที่เร่งด่วน
       - ต้องมีต้นทุนการผลิตต่ำ
      - เป็นการริเริ่มหรือพัฒนางาน
   องค์ประกอบของโครงการ
       -ชื่อโครงการ
       -หน่วยงานที่รับผิดชอบ
       -หลักการและเหตุผล
       -วัตถุประสงค์
       -เป้าหมาย
       -กลุ่มเป้าหมาย
       -ระยะเวลาในการดำเนินงานโครงงาน
       -วิธีการดำเนินงาน
       -แนวปฎิบัติงาน
       -งบประมานและทรัพยากรที่ต้องใช้
       -ผลที่คาดว่าจะได้รับ
       -การติดตามและประเมินผลโครงการ

  การเขียนรายงานวิชาการ
       ข้อเขียนที่เกิดจากผลของการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้เรื่องหนึ่งอย่างเป็นระบบแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นลายลักษณ์อักษร มีการการอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้าและมีการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมทั้งเสนอแนะความคิดเห็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
   ความสำคัญ
       -รู้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ
       -พัฒนาความรู้ความคิดของนักศึกษา และนำเสนอความรู้ความคิดได้อย่างมีระบบ
  ขั้นตอนการทำ
       -พิจารณาวัตถุประสงค์
       -กำหนดหัวเรื่อง
       -ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดขอบเขต
       -รวบรวมและบันทึกข้อมูล
       -วิเคราะห์ข้อมูล 
       -เชื่อมโยงข้อมูลให้สัมพันธ์
       -เรียบเรียงข้อมูลอย่างเป็นระบบ
       -ตรวจสอบความถูกต้อง
       -จัดรูปเล่มให้เหมาะสม
  องค์ประกอบของรายงานวิชาการ
      -ชื่อเรื่อง
      -ชื่อผู้ทำรายงาน
      -คำนำ 
      -สารบัญ
      -บทนำ
      -เนื้อหา
      -บทสรุป
      -บรรณานุกรม
   - รายละเอียด
        -ชื่อเรื่อง
        -ส่วนประกอบ
             -ส่วนนำ = ปกนอก ปกใน คำนำ สารบัญ
             -ส่วนเนื้อหา = บทนำเรื่อง ส่วนเนื้อหา  บทสรุป
             -ส่วนท้าย = บรรณานุกรม ภาคผนวก อภิธานศัพท์ ดรรชนี
    หลักการเขียนรายงานวิชาการ
        -ใช้คำและข้อความที่สุภาพ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์ทางราชการ
        -ใช้คำเต็มไม่ใช้คำย่อ สำหรับตำแหน่งหรือยศ 

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
    ได้รู้วิธีการใช้คำในการเขียนวัตุประสงค์
     คำที่ควรใช้
         เพื่อกล่าวถึง
         เพื่ออธิบายเกี่ยวกับ 
         เพื่อเลือก
         เพื่อระบุ 
         เพื่อจำแนกแยกแยะ 
         เพื่อจัดลำดับ  
         เพื่อสร้างเสริม 
         เพื่อกำหนด 
         เพื่อแก้ปัญหา
   คำที่หลีกเลี่ยง
        เพื่อมีความรู้ความเข้า 
        เพื่อทราบถึง 
        เพื่อคุ้นเคยกับ 
        เพื่อซาบซึ้งใน 
        เพื่อสนใจ 
        เพื่อวิเคราะห์ 
        เพื่อยอมรับ 
        เพื่อตระหนัก 
        เพื่อมองเห็นคุณค่า

ข้อเสนอแนะ
       การเรียนรู้ในครั้งนี้เป็นวิธีการและหลักการการเขียนรายงานวิชาการ และการเขียนโครงการ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปใช้ในการเขียน ถ้าไม่รู้จักวิธีการเขียนก็ไม่สามารถที่จะเขียนได้ถูกต้องตามหลักการได้




นางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์  รหัส55113400199   ตอนเรียนD1


   

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 9


สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้

    ระเบียบงานสารบรรณ และการเขียนหนังสือราชการ
        งานสารบรรรณ
              การจัดทำ
              การรับ
              การส่ง
              การยืม
              การเก็บรักษา
              การทำลาย
   ชนิดของหนังสือราชการ
             หนังสือภายนอก
             หนังสือภายใน
             หนังสือประทับตรา
             หนังสือสั่งการ
            หนังสือประชาสัมพันธ์
            หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ
ปัญหาในการเขียนหนังสือราชการ
     ความคิด  ยืดยาว  เยิ่ยเยื้อ  รู้เรื่องคนเดียว  ขาดการประเมิณ
หลักการเขียนเนื้อหา
          ปัญหา
          ข้อเท็จจริง
          ข้อพิจารณา
          ข้อเสนอ

ข้อแตกต่างระหว่าง อนุญาติ กับ อนุมัติ

                                อนุญาติ                                                             อนุมัติ
ความหมาย         ยินยอม ยอมให้                                          ใช้อำนาจกระทำตามระเบียบที่กำหนด
การนำไปใช้        เรื่องส่วนตัว                                                เรื่องที่เป็นความรับผิดชอบ
                          ไม่เกี่ยวกับงบประมานหน่วยงาน                 เกี่ยวข้องกับงบประมานหน่วยงาน
                          ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบขององค์กร

การเขียนรายงานการประชุม

ปัญหาการเขียน
ไม่รู้วิธีการดำเนินการประชุมที่ถูกต้อง
ไม่รู้จะจดอย่างไร
ขาดทักษะในการจับประเด็นและสรุปความ
การใช้ภาษาในการจด

ประโยชน์ของรายงานการประชุม
เป็นหลักฐานปฎิบัติงาน
เป็นเครื่องมือในการติดตามงาน
ใช้อ้างอิง
เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

    ได้เรียนรู้หลักการเขียนหนังสือราชการ และรายงานการประชุมอย่างระเอียดมาขึ้น และได้รู้จักชนิดของหนังสือราชการอย่างระเอียดมากขึ้นเช่นกัน

ข้อเสนอแนะ

     การเรียนรู้เรื่องของหนังสือราชการ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งการทำงาน ถ้าขาดหลักการการเขียนไปก็จะทำให้รายงานการประชุมไม่ประสบผลสำเร็จ และเราสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนในครั้งนี้ไปใช้ประโยชน์ในวันข้างหน้าได้อีกด้วย
                             



นางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์  รหัส55113400199   ตอนเรียนD1

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8



   สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้

       การเขียนจดหมาย
          - การเขียนเชิงกิจธุระ
              การเขียนแบบฟอร์ม
                 คำว่า แบบฟอร์มเป็นคำไทยกับคำภาษาอังกฤษ สองคำนี้ความหมายคล้ายกัน แต่เมื่อใช้คำว่าแบบฟอร์มในปัจจุบันนี้ หมายถึง เอกสารที่จัดทำขึ้น โดยเว้นช่องว่างไว้สำหรับให้บุคคลแต่ละคนกรอกข้อความ เพื่อให้สะดวกแกผู้รวบรวมนำข้อความนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป
             แบบฟอร์ม มี 4 ประเภท คือ
1. แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน แบบฟอร์มชนิดนี้หน่วยงานเป้นผู้จัดทำขึ้น ตัวอย่างเช่น แบบฟอร์มสมัครงาน แบบฟอร์มสมัครศึกษาต่อ
2. แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือ ให้กรอกแบบฟอร์มชนิดนี้ใช้เพื่อต้องการทราบข้อมูลทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ตัวอย่าง สถานีวิทยุกระจายเสียง แบบฟอร์มชนิดนี้เรียกว่าแบบฟอร์มสอบถาม
3. แบบฟอร์มที่ใช้ภายในองค์กร ตัวอย่างที่เห็นง่าย เช่น แบบฟอร์มขออนุญาติใช้วัสดุอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  ของหน่วยงาน แบบฟอร์มใบลา แบบฟอร์มขอกู้เงินสวัสดิการ การใช้แบบฟอร์มที่กล่าวมานี้ จะช่วยให้องค์การได้รายละเอียดครบทุกประการตามต้องการ
4. แบบฟอร์มสัญญา หมายถึง เอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างบุคคลสองฝ่าย เช่น สัญญาจะซื้อขายสินค้า สัญญากู้เงิน  สัญญาเช่าบ้าน สัญญาต่างๆเหล่านี้ทำขึ้นเพื่อคู่สัญญาได้รับความสะดวก เพียงแค่กรอกสถานที่ วันเดือนปี ชื่อ ตัวเลขบางอย่าง ลงลายมือ สัญญาก็จะสมบูรณ์
          การเขียนจดหมายเชิงกิจธุระ
                จดหมายกิจธุระ คือ จดหมายระหว่างบุคคลติดต่อกับบุคล เช่น การติดต่อสอบถาม การบอกขาย เตือนแจ้งรายการสินค้า การทวงถาม เป็นต้น
                 หากเป็นจดหมายกิจธุระที่ติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัท ห้างร้าน องค์การต่างๆ เรียกว่า จดหมาย ธุรกิจ
                 จดหมายเปิดผนึก คือ จดหมายประเภทกิจธุระ เขียนเผยแพร่สาธารณะสื่อมวลชน ใจความของข้อความในจดหมายนี้มีลักษณะเปิดเผยและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนอแนะ  บอกกล่าว ขอความร่วมมือ
                 จดหมายราชการ คือ หนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ติดต่อสื่อสารระหว่างส่วนราชการหนึ่งกับอีกราชการหนึ่ง หรือติดต่อสื่อสารกันในระหว่างกระทรวงเดียวกันทั้งหมด รวมทั้ง ติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานเอกชนต่างๆด้วย จดหมายที่ติดต่อกับหน่วยงานนอกกระทรวง เรียกว่า หนังสือนอก

  การเขียนประกาศ
           ประกาศทางราชการ มักจะมีข้อความค่อนข้างยาว ละเอียดและเกี่ยวเนื่องกับตัวบทกฎหมา โดยมีจุดประสงค์จะประกาศแจ้ง ให้บุคคลทั้วไปได้ทราบ

การเขียนจดหมาย
    -ประเภทของจดหมาย
-จดหมายส่วนตัว: จดหมายถึงเพื่อน ญาติพี่น้อง
-จดหมายธุรกิจ : จดหมายลาป่วย
-จดหมายธุรกิจ :จดหมายติดต่อเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ
-หนังสือราชการ : เอกสารที่ใช้การติดต่อสื่อสารกับราชการ
    -ประเภทจดหมายธุรกิจ
-จดหมายขอเปิดบัตรเครดิตหรือขอเปิดบัญชีเงินเชื่อ
-จดหมายสั่งซื้อสินค้า
-จดหมายต่อว่าและปรับความเข้าใจ
-จดหมายรายเดือนทวงหนี้

ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

       ได้เรียนรูวิธีการกรอกแบบฟอร์มมากขึ้นว่าก่อนที่เราจะลงรายมือชื่อลงไปในแบบฟอร์มใดเราควรอ่านให้ละเอียด และได้เรียนรู้เรื่องของจดหมาย รู้หลักวิธีการเขียนจดหมายมากกขึ้น

ข้อเสนอแนะ

       การเรียนรู้เรื่องของแบบฟอร์ม และการเขียนจดหมาย มีประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับคนทุกคน  เพราะมีประโยชน์อย่างมากในการนำไปใช้ในชีวิตประจำของเรา



นางสาวเกศสุดา โพธิวัฒน์ รหัส55113400199 ตอนเรียน D1

                 

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข


ขอให้ประเทศไทยสงบสุข

            เพลงชาติไทย เป็นเพลงที่สื่อให้คนไทยทุกคนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เชื่อว่าคนไทยทุกคนร้องเพลงชาติไทยได้ แต่อาจจะขึ้นอยู่กับว่าคำที่เปล่งออกมานั้น เป็นสิ่งมาจากใจหรือแค่ร้องไปวันๆ เพลงชาติไทยก็เปรียบเสมือนสิ่งที่เป็นประเทศไทยและแผ่นดินไทย  ประเทศไทยที่มีแต่ความรักชาติ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความสามัคคีกัน  ผืนแผ่นดินไทยที่ใครก็รักใครก็หวง แผ่นดินที่ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยี ข่มเหง แต่นี่อาจจะเป็นเพียงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป แตกต่างจาก ณ ปัจจุบัน ที่บ้านเมืองประเทศไทย ขาดความสมัคคคี เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นที่จับตามองของประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าอัศจรรย์

            ประเทศไทยในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันยิ่งนัก จากที่เคยเป็นประเทศที่สงบ มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว มีความรักมีความสามัคคีกัน มีการใช้มติเสียงข้างมากที่ทำให้ประชาชนยอมรับ และนับถือ เป็นรักของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตอนนี้ กลายเป็นคนไทยที่ต้องมาแบ่งพรรคแบ่งพวก เพียงแค่ความคิดเห็นที่แตกต่างและไม่ลงตัวกัน ทำให้เกิดความขัดแย้ง จากที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ จนเป็นเรื่องใหญ่โต ราวกับว่าฝ่ายใดฝ่ายหน่งต้องสลายไปยังไงยังงั้น กลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรงไม่จบไม่สิ้น ทำให้ขาดความเชื่อมั่นระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เหตุการณบ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย สิ่งที่ทำอยู่อาจจะถูก แต่ถ้ามากเกินไปมันก็กลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ น่ารำคาญสำหรับประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องเดือดร้อน เพราะเพียงแค่การแบ่งพรรคแบ่งพวก จากเหตุการบ้านเมืองที่ไม่มีความสงบ ทำให้ประชาชนหลายๆคนที่ต้องมาเสียชีวิตด้วยฝีมือของคนไทยกันเอง แล้วเราจะไปโทษใครกัน เสียงนกหวีด เสียงโห่ร้องกังวาลราวกับเสียงโหยหวนที่ต้องการอะไรสักอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ทำไมเราไม่ลองหันหน้าคุยกัน ต่างคนก็ต่างเป็นผ้ใหญ่ที่ได้รับการศึกษากันทั้งนั้น ทำไมต้องมาทำให้ประชาชนเดือดร้อนเพียงเพราะขาดสติ บ้านเมืองที่เคยสงบแต่เดี๋ยวนี้เปรียบเสมือนสนามรบที่ต้องล้างด้วยเลือดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยากจะให้คนไทยเราทุกคนหันมารักกัน สามัคคีกันเหมือนเดิม เลิกทำลายประเทศตนเองเสีย ควรดำรงสิ่งดีๆในประเทศไทยเราไว้ให้ชนรุ่นหลังได้เห็นเถิด ไม่ใช่มาฆ่ากันเองแบบนี้ แล้วเยาวชนที่กำลังเติบโตป็นผู้ใหญ่จะคิดยังไงที่เห็นว่าบ้านเมืองกำลังอาบไปด้วยเลือดสีแดงบนแผ่นดินไทยแบบนี้ หยุดทำร้ายตัวเองและประเทศของตนสักที ลองหันกลับไปมองเยาวชนที่อยู่ข้างหลัง ที่กำลังจะโตมาเป็นผู้นำ เราควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนกลุ่มนั้น ทำประเทศให้เป็นมืองที่น่าอยู่ ดีกว่ามาทำให้เป็นประเทสที่มีแต่ความวุ่นวายและหายนะ

            ความหายนะดังกล่าวมันก็คือฝีมือของคนไทยเราเอง จะไปกล่าวโทษใครไม่ได้เป็นอันขาด อยากจะให้ประเทศเลิกแบ่งพรรคแบ่งพวก ทำแบบนี้ไม่อายประเทศเพื่อนบ้านกันบ้างหรือไง เลิกใช้ความคิดเห็นส่วนตัวมาทำให้เกิดความขัดแย้ง บ้านเมืองไทยเราควรจะมีแต่ความสงบสุข ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สิ่งที่ใครทำผิดควรปล่อยให้กฎหมายบ้านเมืองเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่เอาความคิดส่วนตัวมาตัดสินผู้อื่น มาทำให้บ้านเมืองน่าอยู่ เป็นที่ชื่นชมของเพื่อนบ้าน "ถ้าคนไทยเรามัวแต่ฆ่ากันเอง แล้วเราจะไปร้องเพลงชาติให้ใครฟัง"  นี่ก็เป็นเสียงหนึ่งที่อยากให้คนไทยหันมารักกัน มีความสามัคคีกัน มาช่วยกันพัฒนาประเทศดีกว่าทำลายประเทศ การเริ่มต้นใหม่ด้วยสิ่งดีๆ ย่อมได้รับผลดีเสมอ
 
นางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์  รหัส 55113400199 ตอนเรียน D1

บันทึกการสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 6




    สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้
 
         ความหมายของภาษา
                 ภาษา คือ ความสละสลวยไพเราะของภาษาอันเนื่องมาจากการใช้ศิลป์กาปะพันธ์และโวหารภาพพจน์ที่เหมาะสม
         ความหมายของโวหาร
                 คือ กลวิธีการใช้ภาษาด้วยการเลือกสรรถ้อยคำมาเรียบเรียงในการเขียนเรื่องราวต่่างๆ หรือพดให้มีความหมายสละสลวย
        ประเภทของโวหาร
                บรรยายโวหาร คือ กระบวนความแจกแจงเรื่องราวอย่าละเอียด แจ่มแจ้งเพื่อให้ผ้อ่านเข้าใจ
                พรรณาโวหาร คือ การเขียนบรรยายเรื่องราวอย่างละเอียด ประณีต
                เทศนาโวหาร คือ กระบวนการเขียนแบบแนะนำสั่งสอน
               อุปมาโวหาร  คือ กระบวนการเขียนเปรียบเทียบให้เกิดความคมคาย
               สาธกโวหาร คือ กระบวนการเขียนที่ยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบเนื้อเรื่อง
        ความหมายของภาพพจน์
              คือ ถ้อยคำที่เรียบเรียงเป็นสำนวนที่ไม่กล่าวตรงไปตรงมา แต่ทำให้เกิดเป็นภาพและถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกว้างขวาง
       ประเภทของภาพพจน์
             อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง
             อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งด้วยการกล่าวถึง อีกสิ่งหนึ่งโดยไม่มีคำเชื่อม
             อวพจน์ คือ การกล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง
             สัญลักษณ์ คือ การเรียกอีกสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำอื่นมาแทน ไม่เรียกตรงๆ
             นามนัย คือ การใช้คำหรือสิ่งที่ชี้บ่งลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่ง
             สัพพจน์ คือ การเลียนเสียงธรรมชาติ
             บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต คือ การกล่าวถึงสิ่งต่างๆที่ไม่มีชีวิต ไม่มีความคิด ไม่มีวิญญาณ
            ปฎิพจน์หรือปฏิภาคพจน์ คือ การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกันนำมาเข้าคู่กันได้อย่างกลมกลมกลืน


 ความรู้ใหม่ที่ได้รับ

          ได้เรียนรู้การใช้คำแทนอีกคำ โดยเป็นการเปรียบเทียบ
เช่น ดำ แทน ความมืด                หงษ์ แทน คนชั้นสูง
       เมฆหมอก แทน อุปสรรค     แก้ว  แทน ของมีค่า
       สมอ  แทน  กองทัพเรือ       ฉัตร  แทน  ราชบัลลังก์
       เคียว  แทน   ชาวนา            ค้อน  แทน  กรรมกร   ฯลฯ

ข้อเสนอแนะ

      การเรียนการสอนในครั้งนี้ มีการสอนที่สนุก ไม่น่าเบื่อ นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนด้วย ทำให้สนุกยิ่งขึ้น


นางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์  รหัส 55113400199 ตอนเรียน D1
      

  

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

บันทึกการสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 5




   สิ่งที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้

ชีวประวัติ
 
          หลักการเขียนชีวประวัติ
              -เขียนบอกว่าเขาเป็นใคร อย่างไร
              -เขียนด้วยความบริสุทธิ์ใจ
              -เขียนเฉพาะเรื่อง บุคคลจริง น่าสนใจ เป็นแบบบอย่างในการดำรงชีวิต
              -ไม่เกินความจริง
         วิธีการเขียน
                -เลือกเรื่อง
                -วางแผน
                -การวิจัย
                -การเขียน
                -การเรียบเรียง

การเขียนเรียงความ

       คือ การนเสนอข้อความต่างๆ มาแต่งเรียบเรียงให้เป็นเรื่องราว อาจจะใช้วิธีการเขียนหรือพูดก็ได้
       เรียงความประกอบด้วย 3  ส่วน คือ
                ส่วนนำ
                ส่วนเนื้อเรื่อง
                ส่วนสรุป

การเขียนคำขวัญ

       คือ ถ้อยคำที่แต่งขึ้นจากการกลั่นกรองความคิด ภาษาที่ใช้เตือนใจ เป็นต้น


   ความรู้ใหม่ที่ได้รับ
         
         ได้เรียนรู้เรื่องของส่วนประกอบของการเขียนเรียงความ เพิ่มเติม คือ นอกจากส่วนประกอบสามส่วนแล้ว ยังมี เอกภาพ สัมพันธภาพ และสารภาพ อยู่ในเนื้อหาการเขียนด้วย ถึงจะเป็นการเขียนที่สมบูรณ์ 

ข้อเสนอแนะ

         ชอบในการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ โดยที่นักศึกษามีส่วนร่วมกัการเรียนการสอน และอาจารย์ก็สรุปให้ความรู้เพิ่มเติมปิดท้าย  การเรียนแบบนี้ทำให้สนุกและน่าเรียน





นางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์  รหัส 55113400199 ตอนเรียน D1
              

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตชีวประวัติ


อัตชีวประวัติ

ชื่อนางสาวเกศสุดา  โพธิวัฒน์    ชื่อเล่น น้ำอบ  ภูมิลำเนาอยู่ที่ ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  จบมาจากโรงเรียนส้มป่อยพิทยาคม   ศึกษาคณะครุศาสตร์ เอกการประถมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

            ในช่วงชีวิตที่ผ่านมามีเรื่องราวของชีวิตช่วงหนึ่งที่ไม่เคยลืม และมันก็เป็นเรื่องราวที่ฝังอยู่ในใจตลอดเวลา  เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้รู้สึกอะไรในหลายหลายอย่างและทำให้กลับมาทบทวนตัวเองในหลายเรื่อง  เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นก่อนที่จะได้เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เมื่อมีชื่อประกาศว่ามีสิทธิ์เข้ารับการสัมภาษณ์ ก็ได้มาทำการสัมภาษณ์ หลังจากวันที่สัมภาษณ์ ก็มีผลประกาศว่าสอบสัมภาษณ์ผ่านและให้มาลงทะเบียน และนำเงินมาเพื่อจ่ายค่าเทอม ค่าเทอมที่ระบุไว้นั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่าเทอมทั้งหมด จากนั้นก็ได้นำเงินมาตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบประกาศ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องไปลงทะเบียน ในขณะนั้น ตัวเลขของค่าเทอมก็เปลี่ยนไปจากจำนวนเงินที่ระบุไว้  เวลานั้นจึงได้โทรไปหาพ่อเพื่อปรึกษาเรื่องค่าเทอมว่าเงินที่ให้มาไม่พอจ่าย และจำนวนเงินนั้นก็เยอะพอสมควร  ณ ตอนนั้น พ่อไม่มีเงินพอที่จะให้นำมาจ่าย จึงตัดสินใจทั้งน้ำตาที่จะไม่เรียนที่มหาวิทยาลับราชภัฎสวนดุสิต พ่อเห็นใจและรู้ว่าเรากำลังร้องให้อยู่ และได้บอกกับพ่อไปว่าไม่เป็นรัย แล้วก็สิ้นสุดการสนทนากับพ่อ ที่ร้องให้ออกมานั้น ไม่ใช่ว่าโกรธพ่อเพียงแค่ว่าพ่อไม่มีเงินให้ แต่ความรู้สึกตอนนั้น มันทำอะไรไม่ถูก และยังไม่มีที่เรียน ได้แต่นั่งคิดว่าทำไมเราไม่มีเงินจ่าย จึงพาเพื่อนที่มาด้วย ไปจ่ายค่าเทอม เพราะทางบ้านของเพื่อนพร้อมที่จะโอนเงินมาให้จ่าย พอนั่งรอเพื่อนสักพัก พ่อก็โทมาหาก็บอกให้ไปลงทะเบียน แล้วเอาเงินส่วนที่นำไป ไปจ่ายก่อน เพราะพ่อกลัวไม่มีที่เรียน ส่วนเงินที่เหลือพ่อจะหามาให้ น้ำตาก็ไหลออกอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นพูดอะไรไม่ออกมีแต่ความรู้ซึ้งถึงความรักความเป็นห่วงของพ่อแม่ที่กลัวว่าลูกคนหนึ่งจะไม่มีที่เรียนหนังสือเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เพราะยังสอบที่ไหนไม่ติด มันยากมากที่พ่อกับแม่จะหาเงินจำนวนหนึ่งที่มากพอสมควรมาให้จ่ายค่าเทอมที่เหลือ หลังจากวันนั้น พ่อกับแม่ก็หาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินมาให้ ในที่สุดเงินที่ได้มานั้น กลายเป็นหนี้ก้อนหนึ่งที่พ่อเอามาให้ แล้วก็นำเงินจำนวนที่เหลือไปจ่ายค่าเทอม ก็ได้มาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงเราที่สุดและรักเราที่สุด ไม่ว่าสิ่งนั้นมันยากที่จะหามาให้ ท่านก็พยายามที่จะทำจนสำเร็จ เพื่อให้ลูกมีความสุขและมีอนาคตที่ดีเหมือนคนอื่นๆ

            จากเรื่องราวในครั้งนี้ ทำให้ได้ทบทวนตัวเอง จนรู้ซึ้งว่าเราควรทำอะไรเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ  พ่อกับแม่มักจะพูดอยู่เสมอว่า ลูกคือความหวังเดียวของพ่อแม่ คือสิ่งที่พ่อแม่ภูมิใจ และก็ต้องทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวลูก สิ่งที่หวังไว้ในอนาคต เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำให้เท่ากับที่พ่อกับแม่ทุ่มเทให้ และอนาคตข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นนั้นก็อยากจะเป็นครูที่ดี มีอนาคตที่ดีตามที่ตัวเราเองและพ่อแม่ได้คาดหวังเอาไว้ จะทำหน้าที่ของตนเองให้ประสบความสำเร็จ ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ให้ได้เท่ากับที่ท่านให้กับเรามาตลอด อยากเป็นครูที่ดีให้ได้ และจะทำหน้าที่ของตนเองให้ถึงที่สุด เพื่อให้พ่อแม่สบาย ไม่ต้องทำงานหนัก ทำให้ท่านมีความสุข เพื่อที่ท่านจะได้ภูมิใจและไม่ผิดหวังในตัวเรา
 
 
นางสาวเกศสุดา    โพธิวัฒน์   รหัส 55113400199  ตอนเรียน D1